กนอ.จับมือ กฟผ. ศึกษานิคมฯ สีเขียว รองรับ Green Transition

26 สิงหาคม 2568
กนอ.จับมือ กฟผ. ศึกษานิคมฯ สีเขียว รองรับ Green Transition

กนอ. จับมือ กฟผ. ศึกษานิคมฯ สีเขียว รองรับ Green Transition ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ของไทย ดึงการลงทุน สู่เป้าหมาย Net Zero

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประกาศความมุ่งมั่นครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย สู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี พ.ศ. 2603 ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประเทศและมาตรฐานสากล โดยเน้นการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Industrial Town) และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม

ผ่านการดำเนินงานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและมีประสิทธิภาพสูงสุด การลงทุนในระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าที่เสถียร รวมถึงการพัฒนาระบบ Smart Grid เพื่อบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกทั้ง การวางรากฐาน “Smart Park” หรือนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะโฉมใหม่แห่งอนาคต ที่ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การลงทุนในระบบไฟฟ้าที่เสถียรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปิดประตูสู่การลงทุนในโครงการและนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนต่าง ๆ ที่พร้อมจะร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

ล่าสุด กนอ.และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) “โครงการศึกษาการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับ Green Transition สู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่” เพื่อผนึกกำลังขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ. มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ โดยนำจุดแข็งและประสบการณ์ขององค์กรมาใช้พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรม ทั้งในด้านการบริหารจัดการพลังงานสะอาดให้แก่ผู้ประกอบการ การบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร และอาจนำไปสู่การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจร่วมกันในอนาคต

สอดคล้องกับแผนวิสาหกิจของ กนอ. ที่มุ่งเสริมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อร่วมกันศึกษารูปแบบและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมให้พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ

นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ความร่วมมือนี้ว่าเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญ ที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรมไทย สามารถปรับตัวเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดย กฟผ. และ กนอ. จะผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กรเข้าด้วยกันใน 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การยกระดับนิคมอุตสาหกรรมปัจจุบันด้วยโซลูชันพลังงานสะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ

นอกจากนี้เป็นการร่วมกันศึกษาและพัฒนาพื้นที่ศักยภาพ เช่น พื้นที่ กฟผ. แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวต้นแบบ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่กำลังจะเข้ามา เช่น ธุรกิจรีไซเคิลชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมในกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน

ความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ทั้งสององค์กรต่างเห็นพ้องต้องกัน

ทั้งนี้ เพื่อให้ความร่วมมือนี้เกิดผลเป็นรูปธรรม กนอ.และกฟผ. จะร่วมกับศึกษาความเป็นไปได้ในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบเบื้องต้น (Conceptual Design) ไปจนถึงการศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ (easibiliry Study)โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับ Green Iransition แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ

โดยระยะแรก จะเป็นการศึกษาแนวคิดการออกแบบและความเป็นไปได้เบื้องต้น (Pre-Feasibility Study) จะครอบคลุมการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันและอนาคต วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และประเมินศักยภาพของพื้นที่เป้าหมายที่จะพัฒนาเป็นนิคมฯ สีเขียวต้นแบบ เพื่อนำไปสู่ตัดสินใจว่าโครงการมีโอกาสประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ก่อนที่จะเข้าสู่ระยะที่ 2 เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างละเอียด (Feasibility Study)

ระยะที่ 3 หากผลการศึกษามีความเหมาะสมต่อการลงทุน ทั้งสองฝ่ายจะเจรจารูปแบบความร่วมมือเพื่อดำเนินธุรกิจที่เกียวข้องต่อไป โดย MOU ฉบับนี้ มีระยะเวลา 3 ปี โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Working Group) เพื่อประสานงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้จะมุ่งเน้นการศึกษาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงในการผลิต อาทิ

อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด (Green Industry) : เช่น การผลิตอุปกรณ์สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์, การผลิตพลังงานจากชีวมวล และการผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมคาร์บอนตํ่า (Low Carbon Industry) เช่น การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการนำคาร์บอนมาใช้ประโยชน์

และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) : ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าใช้แล้ว, แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าและลดปัญหามลพิษในระยะยาว


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.